2014-07-06

ทฤษฎีลิงสามตัว


สาระสำคัญ ทฤษฎีลิง 3 ตัวนี้เป็นทฤษฎีของนักปราชญ์ชาวจีน โดยมีความเชื่อว่าการเป็นผู้บริหารที่ดีนั้น ต้องรู้จักควบคุมการฟัง ควบคุมการมอง และควบคุมการพูด ซึ่งเปรียบเทียบได้กับสัญลักษณ์ของลิงทั้ง 3 ตัวนี้มีลักษณะแตกต่างกัน ก็เปรียบเสมือนกับคนเราย่อมแตกต่างกัน ลิงตัวเดียวไม่สามารถปิดหู ปิดตา ปิดปากได้ในเวลาเดียวกัน เพราะมีมือเพียงสองมือเท่านั้น มนุษย์ก็เช่นกันไม่สามารถทำอะไรในเวลาเดียวกันได้ทุก อย่าง เพราะฉะนั้นผู้บริหารควรจะเลือกนำมาใช้ว่าสถานการณ์ใ ดควรใช้แบบใด 

ทฤษฎีลิง 3 ตัว มีรายละเอียด ดังนี้

ลิงตัวที่ 1 นั่งปิดหูหนึ่งหู ก็หมายความว่า คนเราควรจะรู้จักควบคุมว่าอะไรที่ควรฟังหรือไม่ควรฟั ง ต้องแยกแยะในสิ่งที่ฟังมา ต้องฟังหูไว้หู แล้วนำสิ่งที่ฟังมาวิเคราะห์ว่ามันเป็นอย่างไร โดยใช้หลักการและเหตุผลมาประกอบเข้าด้วยกัน อย่าเชื่อในสิ่งที่เราฟังทั้งหมด เพราะมันอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ได้

ลิงตัวที่ 2 นั่งปิดตาหนึ่งตา ก็หมายความว่า รู้จักควบคุมการมองว่าอะไรควรมองหรือไม่ควรมอง อย่างเชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นทั้งหมด เพราะบางครั้งสิ่งที่เรามองเห็นก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั ้งหมด มองแล้วพิจารณาไตร่ตรอง อย่าตัดสินคนทันทีที่เห็น 

ลิงตัวที่ 3 นั่งปิดปากครึ่งปาก ก็หมายความว่า รู้จักควบคุมการพูดว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูดอย่างไ ร การเป็นผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานก็ตาม ควรจะไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกมา เพราะบางครั้งคำพูดของเราอาจจะไปกระทบกับบุคคลอื่นโด ยไม่รู้ตัว หรืออาจจะนำความเสียหายมาสู่องค์กรได้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำอะไรก็ควรจะคิด และพิจารณาให้ดีก่อนที่จะพูดออกไป .... 
   
ภาพปริศนาธรรม "ลิงสามตัว"

สุญญตาธรรม

เปรียบจิตคน เหมือนลิง กลิ้งไปมา
หัดปิดหู ปิดตา ปิดปากบ้าง
ไม่ยินดี ยินร้าย สิ่งต่างต่าง
ปล่อยจิตวาง ว่างไว้ ไร้ตัวกู

เมื่อจิตว่าง วางได้ ไร้ตัวตน
ไม่ต้องมัว สะละวน ปิดตาหู
มีสิ่งใด ให้เห็น ให้ตาดู
สักแต่รู้ จิตไม่ยึด ไม่เกาะตาม

อันความทุกข์ มีได้ เพราะใจยึด
ดิ้นไม่หลุด ติดพัน เพราะใจหาญ
กล้าไปแต่ง เป็นตัวกู ของกูตาม
มีแต่พาล ให้เกลือกกลั้ว ในชั่วดี

อันจิตว่าง ใจว่าง ตามแต่เดิม
ไม่ต้องเสริม ไม่ต้องตัด ให้บัดสี
ปล่อยจิตใจ เป็นธรรม- ชาติดี
ทุกอย่างมี ล้วนไม่หลุด ไม่ติดใคร

อันความว่าง ว่างอยู่แล้ว ตามธรรชาติ
ไม่ต้องอาจ ไปเสริมแต่ง ให้ว่างใหม่
ธรรมชาติ ล้วนสมบูรณ์ อยู่ภายใน
หัดเข้าใจ เช่นนั้นเอง ในตัวเรา

หัดฝึกจิต ให้แยบคาย เมื่อผัสสะ
ใช้ตบะ ใช้ปัญญา อย่าได้เขลา
เมื่อกระทบ อย่ากระเทือน เป็นตัวเรา
ปล่อยให้เขา เป็นธรรม ของเขาเอย

อันความรู้ ในธรรมขั้น สุญญตา
อย่าเพ่งหา ในที่ใด สหายเอ๋ย
ตถตา แจ้งอยู่แล้ว ตามที่เคย
ฝึกให้เคย ทุกสิ่งว่าง แล้วในตัว

นพ.ดิลก พูนสวัสดิ์ 

2014-06-22

Caravan Palace - Brotherswing (JSM)

เต้นได้แบบนี้ทุกวัน ผอมแน่ จะพยายาม










2013-11-29

Chely Wright - Never Love You Enough



Chely Wright - Never Love You Enough
If all of my life
I try and I try
Baby I could never show you all this love I have inside
Cuz every day, when we wake
I look deep into your eyes
And I realize


I could kiss you in the rain forever
Turn all of your pain to pleasure
Fill up all your days with sunlight
Make the passion last every night
Give you my every possession
Make you my only obsession
Climb up to the sky and pull down all the stars above
But I could never love you enough

If I could have one wish
It would just be this
I could take you to my soul and show you all the love there is
Never ending sea deep inside of me
There's no stopping it
Baby even if

I could kiss you in the rain forever
Turn all of your pain to pleasure
Fill up all your days with sunlight
Make the passion last every night
Give you my every possession
Make you my only obsession
Climb up to the sky and pull down all the stars above
But I could never love you enough!

Ohhhh
No matter what I do
It's never as much as I want to
Baby it could never be enough
(Never enough)

I could kiss you in the rain forever
Turn all of your pain to pleasure
Fill up all your days with sunlight
Make the passion last every night
give you my every possession
Make you my only obsession
Climb up to the sky and pull down all the stars above
But I could never love you enough!

2013-10-14

ภาวะอ้วนกับการออกกำลังกาย

ภาวะอ้วนและประโยชน์ของการออกกำลังกาย
อาจารย์พวงผกา ตันกิจจานนท์

ความอ้วนเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ความอ้วนเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดและหัวใจ ไขข้อเสื่อม มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นต้น นอกจากนี้ ความอ้วนเองก็เป็นปัญหาในเรื่องความสวยความงามที่ทำให้ผู้รักสวยรักงามทั้งหลายต้องสูญเสียเงินทองในการเข้าครอสลดความอ้วน ทั้งๆ ที่เราสามารถแก้ไขปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเพิ่มการออกกำลังกายในการช่วยลดความอ้วนที่ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
คำจำกัดความ
  คำจำกัดความของความอ้วนจะใช้ค่าของดัชนีมวลกาย ( body mass Index = BMI) โดยการตรวจเช็คได้โดยการคำนวณ น้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ( weight (kg) / height (meters)? คนไทยใช้ค่าดัชนีมวลกายไม่ควรเกิน 23 ถ้าค่าดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23-25 จะจัดว่า น้ำหนักเกิน แต่ถ้ามากกว่า 25 จัดว่าอ้วน
สาเหตุ
  ความอ้วนมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม ปัจจัยทางสรีรวิทยา ปัจจัยทางเมตาบอลิสของแต่ละบุคคล พฤติกรรมการกิน ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ในการบำบัดภาวะอ้วนจึงต้องทำให้ครบในทุกๆ ด้านทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือในบางรายที่อ้วนมากๆ อาจจะต้องใช้ยาหรือการผ่าตัดร่วมด้วย ซึ่งในกรณีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาลดความอ้วนมารับประทานเอง เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ดุลของพลังงาน ( energy balance)
  ดุลพลังงานของร่างกายจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนของพลังงานที่ได้รับ ( energy intake) และส่วนของพลังงานที่ใช้ไป ( energy expenditure) การเสียสมดุลพลังงานโดยได้รับพลังงานมากเกินจากการกินมากกว่าที่ควร หรือใช้พลังงานน้อย เช่น ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้เกิดการเกินดุลพลังงาน ( positive energy balance) ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หากเราสามารถทำให้เกิดการขาดดุลพลังงาน ( negative energy balance) อย่างต่อเนื่อง โดยการจำกัดพลังงานที่ได้รับและเพิ่มการใช้พลังงานจะทำให้น้ำหนักตัวลดลง

พลังงานที่ใช้ไป ( energy expenditure) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานหรืออัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก ( Basal or Resting Metabolic rate =BMR), พลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกาย ( energy expended with exertion) และพลังงานที่ใช้ไปหลังการกินอาหาร

พลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกาย( energy expended with exertion )
  พลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกายจะรวมถึงการเคลื่อนไหวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การขึ้น-ลงบันได จนถึงกิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง เต้นแอโรบิก เดิน ฯลฯ จะมีค่าความแตกต่างกันได้มากในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคนและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ผลกระทบของการออกกำลังกายต่อดุลพลังงาน
  จากการศึกษาผลของการออกกำลังกายต่อการกินอาหาร พบว่า การออกกำลังกายในคนที่ไม่อ้วนจะมีผลให้กินอาหารมากขึ้นเพื่อชดเชยกับพลังงานที่ใช้ไปทำให้น้ำหนักตัวไม่ลดลง แต่ในคนอ้วนการออกกำลังกายทำให้ใช้พลังงานมากขึ้น แต่ไม่มีผลให้กินมากขึ้น น้ำหนักตัวจึงลดลงจากการขาดดุลพลังงาน
การออกกำลังกายกับการลดน้ำหนักตัวร่วมกับการจำกัดอาหาร จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้มากกว่าออกกำลังกายอย่างเดียว หรือจำกัดอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะว่าการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดมวลไขมัน แต่ยังคงรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ ในขณะที่การจำกัดอาหารอย่างเดียวทำให้ทั้งมวลไขมันและกล้ามเนื้อลดลงไปด้วย ดังนั้น ในการลดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องจึงควรทำควบคู่กันไปทั้งการออกกำลังกายและการจำกัดอาหาร

คำแนะนำในการลดน้ำหนักตัว
1. พฤติกรรมบำบัด ได้แก่ การพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เช่นงดอาหารผัดทอดมัน เคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมเป็นต้น
  2. การออกกำลังกาย ชนิดของการออกกำลังกายที่แนะนำ คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เนื่องจากสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากที่สุด ยกตัวอย่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การเต้นแอโรบิก การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำเป็นต้น ในการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักตัว จะต้องมีความถี่ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ จึงจะได้ผลและควรสม่ำเสมอ เน้นการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นประมาณ 2,000 kcal ต่อสัปดาห์
ตารางแสดงค่าพลังงานที่ใช้ไปในการทำกิจกรรมต่างๆ นาน 30 นาที

กิจกรรม( 30 นาที )
พลังงานที่ใช้ ( kcal )
ว่ายน้ำ
180
เทนนิส(เดี่ยว)
270
เดิน ( 2 ไมล์ / ชม. )
120
เดิน ( 4 ไมล์ / ชม. )
220
วิ่ง( 5.5 ไมล์/ชม.)
375
วิ่ง( 7 ไมล์/ชม.)
500
แบดมินตัน
200
บาสเกตบอล
300
ฟุตบอล
300
เต้นรำ(ปานกลาง)
150
ทำสวน
150
โบว์ลิ่ง
310
กอล์ฟ
120

สรุป
  ความอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถก่อให้เกิดผลเสียในด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคข้อเสื่อมและโรคมะเร็ง การลดน้ำหนักตัวเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งการใช้หลักของดุลพลังงานของร่างกาย( energy balance) คือ ส่วนของพลังงานที่ได้รับและส่วนของพลังงานที่เสียไป จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย กล่าวคือ ใช้การออกกำลังกาย (พลังงานที่ใช้ไป) ควบคู่กับการจำกัดอาหาร(พลังงานที่ได้รับ) ในการออกกำลังกายที่จะช่วยในการลดน้ำหนักตัวได้ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ชนิดของการออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้มากที่สุด คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

....................................................

2013-09-20

Brain...ถ้าไม่อยากสมองเสื่อม...ทำอย่างไร


ถ้าไม่อยากสมองเสื่อมทำอย่างไร


ช่วงนี้เริ่มเข้าใกล้ฤดูเกษียณอายุราชการของบรรดาข้าราชการต่างๆ ในขณะเดียวกันพวกเราทุกคนก็อายุมากขึ้นทุกวัน ความเชื่อในอดีต (แม้กระทั่งในปัจจุบัน) ของพวกเราส่วนใหญ่ก็คือเมื่อเราอายุมากขึ้น

สมอง เราก็จะเหมือนกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่เริ่มจะเสื่อมและหมดสภาพลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีจากพัฒนาการใหม่ๆ ของเทคโนโลยี ในเรื่องของ brain-imaging technology ที่เริ่มจะชี้ให้เห็นในอีกมิติหนึ่งว่าจริงๆ แล้วสมองเรา ไม่ได้เสื่อมลงเรื่อยๆ จนหมดอายุ แต่จริงๆ สมองเราสามารถที่จะสร้างตัวเองหรือเซลล์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้ตลอดเวลา

มีศาสตร์ที่น่าสนใจในด้านการศึกษาสมองที่เรียกว่า neuroplasticity ที่พบว่าสมองเราจะมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งเราใช้สมองเราก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวเซลล์ประสาทหรืneurons ที่อยู่ในสมองเราคงอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราหยุดใช้เมื่อไร เจ้าเซลล์ประสาทก็จะค่อยๆ เสื่อมลง

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The SharpBrain Guide to Brain Fitness เขียนโดย Alvaro Fernandez ที่รวบรวมผลการศึกษาและวิจัยใหม่ๆ ในศาสตร์ที่เกี่ยวกับสมอง และมีคำแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับการหาทางใช้สมองเพื่อให้สมองเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมถอยลงทางเวลาที่ผ่านไป ลองมาดูข้อแนะนำห้าประการที่หนังสือเล่มนี้ให้ไว้นะครับ เผื่อท่านผู้อ่านจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อไม่ให้สมองเราเสื่อมได้



ประการแรก คืออย่าหยุดเรียนรู้ครับ มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ายิ่งคนมีการศึกษาสูง จะยิ่งมีโอกาสน้อยในการที่สมองจะเสื่อมลงตามอายุ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่มีการศึกษาสูงมักจะทำงานหรือมีงานที่ท้าทายและกระตุ้นสมองให้ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ยิ่งถ้าเรามีงานที่ท้าทายและกระตุ้นสมองอยู่เป็นประจำก็จะยิ่งจะเป็นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

ประการที่สอง คือให้เรียนรู้ในวัฒนธรรมใหม่ๆ ครับ อาทิเช่น การเรียนภาษาใหม่ๆ ถ้าจะให้ดีต่อสมองยิ่งขึ้น ควรจะเรียนรู้ในภาษาที่มีความแตกต่างจากภาษาเดิมของเราหรือภาษาไทยมากๆ นะครับ ยิ่งเรียนภาษาที่มีความแตกต่างจากภาษาของเรามากก็จะยิ่งท้าทายต่อสมองเพิ่มขึ้นครับ นอกจากการเรียนรู้ภาษาใหม่แล้ว การมีโอกาสไปทำงานในต่างประเทศหรือไปอยู่อาศัยหรือไปเที่ยวต่างประเทศในระยะเวลาสั้นๆ ก็ช่วยพัฒนาเซลล์ประสาทในสมองครับ การที่จะต้องไปศึกษา และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไป จะทำให้เราต้องเอาใจใส่ต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ก็เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารสมองครับ

ประการที่สาม คือการตั้งเป้าหมายในการทำงานที่ท้าทายหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Stretch Goals ครับ หลายครั้งพอพบเจอเป้าที่ท้าทายมากๆ เรามักจะท้อถอยหรือหมดกำลังใจ แต่จริงๆ แล้วถ้าเรามีเป้าหมายที่ท้าทายกลับจะยิ่งทำให้เราต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากยิ่งขึ้น และความท้าทายที่มากขึ้นก็มักจะทำให้เราต้องทำในสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าที่ท้าทายดังกล่าว การที่ต้องเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ ที่หลากหลายและแตกต่างจะส่งผลต่อการพัฒนาสมองเรามากขึ้น มีงานวิจัยหลายงานที่ชี้ให้เห็นอีกครับว่าการที่เรามีแต่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือเก่งแต่เฉพาะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ส่งผลดีต่อสมองเราในระยะยาว

ประการที่สี่ คือการที่รู้จักบริหารความเครียดที่ดีครับ การมีความเครียดที่มากเกินไปไม่ว่าความเครียดดังกล่าวจะเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือความคิดเราเองก็จะทำลายเจ้าตัวเซลล์ประสาทในสมองเราและทำให้ไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทใหม่ขึ้นมาได้ครับ

ประการสุดท้าย คือการมีเพื่อนมากๆ ครับ เพราะการที่เรามีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหรือ Social Engagement ยิ่งช่วยทำให้สมองเราสุขภาพดีขึ้นครับ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะส่งผลให้การทำงานของสมองเราดีขึ้น ซึ่งก็มีข้อสงสัยอีกครับมีเพื่อนจำนวนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ ก็มีการศึกษาอีกครับและพบว่าจำนวนเพื่อนที่สมองเรานั้นสามารถที่รับและประมวลได้ดีที่จำนวน 150 คนครับ (มีการตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบไว้ว่า Dunbars number)

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้นะครับว่าวิธีการทั้งห้าประการในการทำให้สมองเรามีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาตลอดเวลา และไม่เสื่อมไปตามวัยนั้น นอกเหนือจากจะช่วยสมองเราแล้วยังมีส่วนช่วยต่อความก้าวหน้าในการทำงานด้วยอีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน รู้ทักษะใหม่ๆ การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ การตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย การบริหารความเครียดที่ดี หรือ แม้กระทั่งการมีเพื่อนและเครือข่ายที่มาก ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยในการทำงานด้วยเช่นกันครับ 

สมองเรา จะมีการปรับเปลี่ยน และพัฒนาตลอดเวลา.... 

ถ้าหยุดใช้เมื่อไร เจ้าเซลล์ประสาท จะค่อยๆ เสื่อมลง....


ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์


2013-06-17

5 กลิ่นอาหารที่จะช่วยให้ผอม


1. กลิ่นน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 

ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยเคมีอาหารของเยอรมนีพบว่า เพียงสูดกลิ่นน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ก็สามารถทำให้เรารู้สึกอิ่มขึ้นมาได้ง่าย ๆ และยังได้ทำการทดลองใส่น้ำมันมะกอกสกัดลงในโยเกิร์ต และพบว่า คนที่รับประทานโยเกิร์ตที่ใส่น้ำมันสกัด จะมีอัตราบริโภคแคลอรี่น้อยลง และมีระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้นกว่าคนที่กินโยเกิร์ตธรรมดา นอกจากนี้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ยังช่วยกระตุ้นสารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกอิ่ม และยังอุดมไปด้วย MUFAs ไขมันดีที่ช่วยเผาผลาญไขมันบนหน้าท้องเราด้วย 


2. กลิ่นกระเทียม 

กลิ่นที่รุนแรงของอาหารจะทำให้เรากินอาหารได้น้อยลง ดังนั้นหากไม่อยากรับประทานเยอะเกินไป ก็ลองสั่งเมนูที่มีส่วนประกอบของเครื่องเทศกลิ่นแรงอย่าง พริก กระเทียม หอม พริกไทย หรือจะใส่เครื่องเทศเหล่านี้ลงในอาหารที่กำลังจะทานสักเล็กน้อยก็ได้



3. กลิ่นแอปเปิลเขียว และกลิ่นกล้วย 

ผลการศึกษาจากองค์กรการบำบัดด้วยกลิ่นและรสชาติพบว่า คนอ้วนที่ดมกลิ่นแอปเปิลเขียว และกล้วยในขณะที่หิวจัด จะลดน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกลิ่นหอมในระดับพอดี ๆ ของผลไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ ที่ทำให้ร่างกายควบคุมความอยากอาหารได้ดีกว่าปกติ ซึ่งนอกจากกล้วยและแอปเปิลเขียวแล้ว กลิ่นวานิลลาและกลิ่นเปปเปอร์มินต์ก็ใช้ทดแทนได้เหมือนกัน 

4. กลิ่นยี่หร่า 

ชาวอิตาลีใช้ยี่หร่าล้างปากระหว่างมื้ออาหารเพื่อไม่ให้ทานอาหารมากเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ West Coast Institute of Aromatherapy ที่บอกว่า ยี่หร่ามีสรรพคุณยับยั้งความอยากอาหาร และทำให้เรากินอาหารได้น้อยลง 


5. กลิ่นเกรปฟรุต หรือผลไม้จำพวกส้ม 

ผลไม้ตระกูลส้มเป็นผลไม้ที่คนไดเอตมักจะทานเพื่อให้น้ำหนักลด เพราะมีไลโคปีน วิตามินซี และไซตรัสสูง แต่แค่กลิ่นของมันก็สามารถช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว โดยผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโอกาซา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองกับหนูและพบว่า หนูที่ได้กลิ่นน้ำมันเกรปฟรุต 15 นาที จะช่วยลดความอยากอาหารและทำให้น้ำหนักลดลงด้วย ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า กลิ่นของผลไม้จำพวกส้ม น่าจะมีผลต่อเอนไซม์ในตับเรานั่นเอง