2014-06-22

Caravan Palace - Brotherswing (JSM)

เต้นได้แบบนี้ทุกวัน ผอมแน่ จะพยายาม










2014-01-23

[PARTIAL] Bruno Mars iHeartRadio Music Festival 2013

2013-11-29

Chely Wright - Never Love You Enough



Chely Wright - Never Love You Enough
If all of my life
I try and I try
Baby I could never show you all this love I have inside
Cuz every day, when we wake
I look deep into your eyes
And I realize


I could kiss you in the rain forever
Turn all of your pain to pleasure
Fill up all your days with sunlight
Make the passion last every night
Give you my every possession
Make you my only obsession
Climb up to the sky and pull down all the stars above
But I could never love you enough

If I could have one wish
It would just be this
I could take you to my soul and show you all the love there is
Never ending sea deep inside of me
There's no stopping it
Baby even if

I could kiss you in the rain forever
Turn all of your pain to pleasure
Fill up all your days with sunlight
Make the passion last every night
Give you my every possession
Make you my only obsession
Climb up to the sky and pull down all the stars above
But I could never love you enough!

Ohhhh
No matter what I do
It's never as much as I want to
Baby it could never be enough
(Never enough)

I could kiss you in the rain forever
Turn all of your pain to pleasure
Fill up all your days with sunlight
Make the passion last every night
give you my every possession
Make you my only obsession
Climb up to the sky and pull down all the stars above
But I could never love you enough!

2013-10-14

ภาวะอ้วนกับการออกกำลังกาย

ภาวะอ้วนและประโยชน์ของการออกกำลังกาย
อาจารย์พวงผกา ตันกิจจานนท์

ความอ้วนเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ความอ้วนเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดและหัวใจ ไขข้อเสื่อม มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นต้น นอกจากนี้ ความอ้วนเองก็เป็นปัญหาในเรื่องความสวยความงามที่ทำให้ผู้รักสวยรักงามทั้งหลายต้องสูญเสียเงินทองในการเข้าครอสลดความอ้วน ทั้งๆ ที่เราสามารถแก้ไขปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเพิ่มการออกกำลังกายในการช่วยลดความอ้วนที่ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
คำจำกัดความ
  คำจำกัดความของความอ้วนจะใช้ค่าของดัชนีมวลกาย ( body mass Index = BMI) โดยการตรวจเช็คได้โดยการคำนวณ น้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ( weight (kg) / height (meters)? คนไทยใช้ค่าดัชนีมวลกายไม่ควรเกิน 23 ถ้าค่าดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23-25 จะจัดว่า น้ำหนักเกิน แต่ถ้ามากกว่า 25 จัดว่าอ้วน
สาเหตุ
  ความอ้วนมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม ปัจจัยทางสรีรวิทยา ปัจจัยทางเมตาบอลิสของแต่ละบุคคล พฤติกรรมการกิน ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ในการบำบัดภาวะอ้วนจึงต้องทำให้ครบในทุกๆ ด้านทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือในบางรายที่อ้วนมากๆ อาจจะต้องใช้ยาหรือการผ่าตัดร่วมด้วย ซึ่งในกรณีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาลดความอ้วนมารับประทานเอง เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ดุลของพลังงาน ( energy balance)
  ดุลพลังงานของร่างกายจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนของพลังงานที่ได้รับ ( energy intake) และส่วนของพลังงานที่ใช้ไป ( energy expenditure) การเสียสมดุลพลังงานโดยได้รับพลังงานมากเกินจากการกินมากกว่าที่ควร หรือใช้พลังงานน้อย เช่น ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้เกิดการเกินดุลพลังงาน ( positive energy balance) ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หากเราสามารถทำให้เกิดการขาดดุลพลังงาน ( negative energy balance) อย่างต่อเนื่อง โดยการจำกัดพลังงานที่ได้รับและเพิ่มการใช้พลังงานจะทำให้น้ำหนักตัวลดลง

พลังงานที่ใช้ไป ( energy expenditure) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานหรืออัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก ( Basal or Resting Metabolic rate =BMR), พลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกาย ( energy expended with exertion) และพลังงานที่ใช้ไปหลังการกินอาหาร

พลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกาย( energy expended with exertion )
  พลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกายจะรวมถึงการเคลื่อนไหวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การขึ้น-ลงบันได จนถึงกิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง เต้นแอโรบิก เดิน ฯลฯ จะมีค่าความแตกต่างกันได้มากในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคนและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ผลกระทบของการออกกำลังกายต่อดุลพลังงาน
  จากการศึกษาผลของการออกกำลังกายต่อการกินอาหาร พบว่า การออกกำลังกายในคนที่ไม่อ้วนจะมีผลให้กินอาหารมากขึ้นเพื่อชดเชยกับพลังงานที่ใช้ไปทำให้น้ำหนักตัวไม่ลดลง แต่ในคนอ้วนการออกกำลังกายทำให้ใช้พลังงานมากขึ้น แต่ไม่มีผลให้กินมากขึ้น น้ำหนักตัวจึงลดลงจากการขาดดุลพลังงาน
การออกกำลังกายกับการลดน้ำหนักตัวร่วมกับการจำกัดอาหาร จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้มากกว่าออกกำลังกายอย่างเดียว หรือจำกัดอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะว่าการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดมวลไขมัน แต่ยังคงรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ ในขณะที่การจำกัดอาหารอย่างเดียวทำให้ทั้งมวลไขมันและกล้ามเนื้อลดลงไปด้วย ดังนั้น ในการลดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องจึงควรทำควบคู่กันไปทั้งการออกกำลังกายและการจำกัดอาหาร

คำแนะนำในการลดน้ำหนักตัว
1. พฤติกรรมบำบัด ได้แก่ การพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เช่นงดอาหารผัดทอดมัน เคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมเป็นต้น
  2. การออกกำลังกาย ชนิดของการออกกำลังกายที่แนะนำ คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เนื่องจากสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากที่สุด ยกตัวอย่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การเต้นแอโรบิก การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำเป็นต้น ในการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักตัว จะต้องมีความถี่ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ จึงจะได้ผลและควรสม่ำเสมอ เน้นการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นประมาณ 2,000 kcal ต่อสัปดาห์
ตารางแสดงค่าพลังงานที่ใช้ไปในการทำกิจกรรมต่างๆ นาน 30 นาที

กิจกรรม( 30 นาที )
พลังงานที่ใช้ ( kcal )
ว่ายน้ำ
180
เทนนิส(เดี่ยว)
270
เดิน ( 2 ไมล์ / ชม. )
120
เดิน ( 4 ไมล์ / ชม. )
220
วิ่ง( 5.5 ไมล์/ชม.)
375
วิ่ง( 7 ไมล์/ชม.)
500
แบดมินตัน
200
บาสเกตบอล
300
ฟุตบอล
300
เต้นรำ(ปานกลาง)
150
ทำสวน
150
โบว์ลิ่ง
310
กอล์ฟ
120

สรุป
  ความอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถก่อให้เกิดผลเสียในด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคข้อเสื่อมและโรคมะเร็ง การลดน้ำหนักตัวเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งการใช้หลักของดุลพลังงานของร่างกาย( energy balance) คือ ส่วนของพลังงานที่ได้รับและส่วนของพลังงานที่เสียไป จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย กล่าวคือ ใช้การออกกำลังกาย (พลังงานที่ใช้ไป) ควบคู่กับการจำกัดอาหาร(พลังงานที่ได้รับ) ในการออกกำลังกายที่จะช่วยในการลดน้ำหนักตัวได้ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ชนิดของการออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้มากที่สุด คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

....................................................

2013-09-20

Brain...ถ้าไม่อยากสมองเสื่อม...ทำอย่างไร


ถ้าไม่อยากสมองเสื่อมทำอย่างไร


ช่วงนี้เริ่มเข้าใกล้ฤดูเกษียณอายุราชการของบรรดาข้าราชการต่างๆ ในขณะเดียวกันพวกเราทุกคนก็อายุมากขึ้นทุกวัน ความเชื่อในอดีต (แม้กระทั่งในปัจจุบัน) ของพวกเราส่วนใหญ่ก็คือเมื่อเราอายุมากขึ้น

สมอง เราก็จะเหมือนกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่เริ่มจะเสื่อมและหมดสภาพลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีจากพัฒนาการใหม่ๆ ของเทคโนโลยี ในเรื่องของ brain-imaging technology ที่เริ่มจะชี้ให้เห็นในอีกมิติหนึ่งว่าจริงๆ แล้วสมองเรา ไม่ได้เสื่อมลงเรื่อยๆ จนหมดอายุ แต่จริงๆ สมองเราสามารถที่จะสร้างตัวเองหรือเซลล์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้ตลอดเวลา

มีศาสตร์ที่น่าสนใจในด้านการศึกษาสมองที่เรียกว่า neuroplasticity ที่พบว่าสมองเราจะมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งเราใช้สมองเราก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวเซลล์ประสาทหรืneurons ที่อยู่ในสมองเราคงอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราหยุดใช้เมื่อไร เจ้าเซลล์ประสาทก็จะค่อยๆ เสื่อมลง

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The SharpBrain Guide to Brain Fitness เขียนโดย Alvaro Fernandez ที่รวบรวมผลการศึกษาและวิจัยใหม่ๆ ในศาสตร์ที่เกี่ยวกับสมอง และมีคำแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับการหาทางใช้สมองเพื่อให้สมองเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมถอยลงทางเวลาที่ผ่านไป ลองมาดูข้อแนะนำห้าประการที่หนังสือเล่มนี้ให้ไว้นะครับ เผื่อท่านผู้อ่านจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อไม่ให้สมองเราเสื่อมได้



ประการแรก คืออย่าหยุดเรียนรู้ครับ มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ายิ่งคนมีการศึกษาสูง จะยิ่งมีโอกาสน้อยในการที่สมองจะเสื่อมลงตามอายุ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่มีการศึกษาสูงมักจะทำงานหรือมีงานที่ท้าทายและกระตุ้นสมองให้ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ยิ่งถ้าเรามีงานที่ท้าทายและกระตุ้นสมองอยู่เป็นประจำก็จะยิ่งจะเป็นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

ประการที่สอง คือให้เรียนรู้ในวัฒนธรรมใหม่ๆ ครับ อาทิเช่น การเรียนภาษาใหม่ๆ ถ้าจะให้ดีต่อสมองยิ่งขึ้น ควรจะเรียนรู้ในภาษาที่มีความแตกต่างจากภาษาเดิมของเราหรือภาษาไทยมากๆ นะครับ ยิ่งเรียนภาษาที่มีความแตกต่างจากภาษาของเรามากก็จะยิ่งท้าทายต่อสมองเพิ่มขึ้นครับ นอกจากการเรียนรู้ภาษาใหม่แล้ว การมีโอกาสไปทำงานในต่างประเทศหรือไปอยู่อาศัยหรือไปเที่ยวต่างประเทศในระยะเวลาสั้นๆ ก็ช่วยพัฒนาเซลล์ประสาทในสมองครับ การที่จะต้องไปศึกษา และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไป จะทำให้เราต้องเอาใจใส่ต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ก็เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารสมองครับ

ประการที่สาม คือการตั้งเป้าหมายในการทำงานที่ท้าทายหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Stretch Goals ครับ หลายครั้งพอพบเจอเป้าที่ท้าทายมากๆ เรามักจะท้อถอยหรือหมดกำลังใจ แต่จริงๆ แล้วถ้าเรามีเป้าหมายที่ท้าทายกลับจะยิ่งทำให้เราต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากยิ่งขึ้น และความท้าทายที่มากขึ้นก็มักจะทำให้เราต้องทำในสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าที่ท้าทายดังกล่าว การที่ต้องเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ ที่หลากหลายและแตกต่างจะส่งผลต่อการพัฒนาสมองเรามากขึ้น มีงานวิจัยหลายงานที่ชี้ให้เห็นอีกครับว่าการที่เรามีแต่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือเก่งแต่เฉพาะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ส่งผลดีต่อสมองเราในระยะยาว

ประการที่สี่ คือการที่รู้จักบริหารความเครียดที่ดีครับ การมีความเครียดที่มากเกินไปไม่ว่าความเครียดดังกล่าวจะเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือความคิดเราเองก็จะทำลายเจ้าตัวเซลล์ประสาทในสมองเราและทำให้ไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทใหม่ขึ้นมาได้ครับ

ประการสุดท้าย คือการมีเพื่อนมากๆ ครับ เพราะการที่เรามีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหรือ Social Engagement ยิ่งช่วยทำให้สมองเราสุขภาพดีขึ้นครับ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะส่งผลให้การทำงานของสมองเราดีขึ้น ซึ่งก็มีข้อสงสัยอีกครับมีเพื่อนจำนวนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ ก็มีการศึกษาอีกครับและพบว่าจำนวนเพื่อนที่สมองเรานั้นสามารถที่รับและประมวลได้ดีที่จำนวน 150 คนครับ (มีการตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบไว้ว่า Dunbars number)

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้นะครับว่าวิธีการทั้งห้าประการในการทำให้สมองเรามีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาตลอดเวลา และไม่เสื่อมไปตามวัยนั้น นอกเหนือจากจะช่วยสมองเราแล้วยังมีส่วนช่วยต่อความก้าวหน้าในการทำงานด้วยอีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน รู้ทักษะใหม่ๆ การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ การตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย การบริหารความเครียดที่ดี หรือ แม้กระทั่งการมีเพื่อนและเครือข่ายที่มาก ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยในการทำงานด้วยเช่นกันครับ 

สมองเรา จะมีการปรับเปลี่ยน และพัฒนาตลอดเวลา.... 

ถ้าหยุดใช้เมื่อไร เจ้าเซลล์ประสาท จะค่อยๆ เสื่อมลง....


ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์


2013-06-17

5 กลิ่นอาหารที่จะช่วยให้ผอม


1. กลิ่นน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 

ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยเคมีอาหารของเยอรมนีพบว่า เพียงสูดกลิ่นน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ก็สามารถทำให้เรารู้สึกอิ่มขึ้นมาได้ง่าย ๆ และยังได้ทำการทดลองใส่น้ำมันมะกอกสกัดลงในโยเกิร์ต และพบว่า คนที่รับประทานโยเกิร์ตที่ใส่น้ำมันสกัด จะมีอัตราบริโภคแคลอรี่น้อยลง และมีระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้นกว่าคนที่กินโยเกิร์ตธรรมดา นอกจากนี้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ยังช่วยกระตุ้นสารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกอิ่ม และยังอุดมไปด้วย MUFAs ไขมันดีที่ช่วยเผาผลาญไขมันบนหน้าท้องเราด้วย 


2. กลิ่นกระเทียม 

กลิ่นที่รุนแรงของอาหารจะทำให้เรากินอาหารได้น้อยลง ดังนั้นหากไม่อยากรับประทานเยอะเกินไป ก็ลองสั่งเมนูที่มีส่วนประกอบของเครื่องเทศกลิ่นแรงอย่าง พริก กระเทียม หอม พริกไทย หรือจะใส่เครื่องเทศเหล่านี้ลงในอาหารที่กำลังจะทานสักเล็กน้อยก็ได้



3. กลิ่นแอปเปิลเขียว และกลิ่นกล้วย 

ผลการศึกษาจากองค์กรการบำบัดด้วยกลิ่นและรสชาติพบว่า คนอ้วนที่ดมกลิ่นแอปเปิลเขียว และกล้วยในขณะที่หิวจัด จะลดน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกลิ่นหอมในระดับพอดี ๆ ของผลไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ ที่ทำให้ร่างกายควบคุมความอยากอาหารได้ดีกว่าปกติ ซึ่งนอกจากกล้วยและแอปเปิลเขียวแล้ว กลิ่นวานิลลาและกลิ่นเปปเปอร์มินต์ก็ใช้ทดแทนได้เหมือนกัน 

4. กลิ่นยี่หร่า 

ชาวอิตาลีใช้ยี่หร่าล้างปากระหว่างมื้ออาหารเพื่อไม่ให้ทานอาหารมากเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ West Coast Institute of Aromatherapy ที่บอกว่า ยี่หร่ามีสรรพคุณยับยั้งความอยากอาหาร และทำให้เรากินอาหารได้น้อยลง 


5. กลิ่นเกรปฟรุต หรือผลไม้จำพวกส้ม 

ผลไม้ตระกูลส้มเป็นผลไม้ที่คนไดเอตมักจะทานเพื่อให้น้ำหนักลด เพราะมีไลโคปีน วิตามินซี และไซตรัสสูง แต่แค่กลิ่นของมันก็สามารถช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว โดยผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโอกาซา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองกับหนูและพบว่า หนูที่ได้กลิ่นน้ำมันเกรปฟรุต 15 นาที จะช่วยลดความอยากอาหารและทำให้น้ำหนักลดลงด้วย ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า กลิ่นของผลไม้จำพวกส้ม น่าจะมีผลต่อเอนไซม์ในตับเรานั่นเอง

2013-05-28

แกว่งแขนทุกวันโรคร้ายมลายสิ้น

วิธีรักษาโรคด้วยการแกว่งแขนเป็นวิธีการบริหารบำบัดอย่างหนึ่งซึ่งฝึกและยึดกุมได้ง่าย ขอแต่ให้ยืนหยัดทำประจำก็สามารถมีผลทำให้เส้นเอ็นผ่อนคลาย เลือดลมเดินสะดวก ขจัดความเจ็บปวด เสริมสุขภาพให้แข็งแรงได้ 

การบริหารแกว่งแขนมีผลดีในการรักษาทั้งโรคใหญ่ โรคเล็ก โรคเรื้อรังและโรครักษายาก การบริหารแกว่งแขนเป็นการบำบัดรักษาโรคของจีนโบราณ มีชื่อเดิมเรียกว่า "คัมภีร์ย้ายเส้นเอ็นพระโพธิธรรม" (ตั๊กม้อ)

วิธีการบำบัดแบบนี้ฝึกได้ง่าย ใช้พื้นที่ไม่มาก จะฝึกเมื่อใดที่ไหนก็ได้ทั้งสิ้น ขอแต่ให้มีความแน่วแน่และอดทน ฝึกแล้วก็เข้าใจได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นโรคใด เมื่อได้ฝึกแกว่งแขนไปแล้วประมาณ 3-5 วัน ก็จะรู้สึกว่าได้ผล ถ้าผลเกิดช้า นั่นก็แสดงว่าท่านยังทำไม่ดี ขอแต่สนใจค้นคว้าสักหน่อยให้เข้าใจชัดเจน ก็จะต้องได้ผลอย่างแน่นอน

เหตุไฉน "วิธีแกว่งแขน" จึงมีพลานุภาพใหญ่หลวงถึงเพียงนี้

ท่านควรจะรู้ว่า "การบริหารแกว่งแขน" ผันแปลมาจาก "คัมภีร์ย้ายเส้นเอ็น" ความหมายของคำว่า "ย้ายเส้นเอ็น" ก็คือการทำให้เส้นเอ็นที่อ่อนแอกลายเป็นเส้นเอ็นที่แข็งแรง เส้นเอ็นที่มีโรค กลายเป็นเส้นเอ็นที่เข้มแข็ง ทำให้ผู้ที่มีอาการป่วยอยู่ค่อยๆทุเลาเบาบางลง ผู้ที่ไม่ป่วยก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น

จุดหนักของการบริหารแบบนี้ เน้นอยู่ที่นิ้วมือ ฝ่ามือ ข้อมือของแขนทั้งสองข้าง นิ้วเท้า ส้นเท้า หัวเข่าสองข้าง ผ่านการดึงเส้นเอ็น 12 เส้นของนิ้วมือ ฝ่ามือ ข้อมือ นิ้วเท้า ส้นเท้า หัวเข่าพร้อมๆกัน ทำให้เกิดการยืดหดสลับกันไป อาศัยการเคลื่อนไหวยืดหดของเส้นเอ็นเหล่านี้ ปรับเปลี่ยนความอ่อนแอเป็นความแข็งแรง จากป่วยเป็นหายป่วย จากไม่ป่วยเป็นแข็งแรง อายุยืน ทั้งๆที่ "คัมภีร์ย้ายเส้นเอ็น" มีคุณสมบัติในการรักษาที่ดีเช่นนี้ แต่ "การบริหารแกว่งแขน"กลับมีความยอดเยี่ยมไปกว่านั้นเป็นเพราะเหตุใด

การบริหารแกว่งแขน มีหลักฐานทางทฤษฏีทั้งการแพทย์จีนและการแพทย์ตะวันตก พิสูจน์แล้วว่าเกิดปฏิกิริยาที่ดี โดยเฉพาะเกี่ยวกับเลือดลมจะมีผลดีมาก อวัยวะภายในของเรานั้นจะมีเลือดมีลมพอหรือไม่ เดินได้สะดวกคล่องตัวหรือไม่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงหรืออ่อนแอ มีโรคหรือไม่มีโรคของคนเรา ตามทฤษฏีของแพทย์ตะวันตก ความร้อนและพลังงานในร่างกายคนเรามีส่วนสัมพันธ์อย่างใหญ่หลวงกับการเกื้อหนุนของอวัยวะภายใน เหมือนกับรถยนต์คันหนึ่ง มีน้ำมันเบนซินเผาไหม้อยู่ในกระบอกสูบจึงจะสามารถรับแรงขับดันทางพลังงานเคมี ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวผลักดันให้รถยนต์ทั้งคันเคลื่อนที่ไปได้ ถ้าปราศจากพลังงานรถยนต์ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้

กระบวนการทางสรีรศาสตร์ของคนเราคือการคิดของสมอง การขยายและหดตัวของปอด การเต้นของหัวใจ การไหลเวียนของเลือด ตลอดจนการบีบตัวของลำไส้ กระบวนการเหล่านี้ล้วนทำให้สิ้นเปลืองความร้อนและพลังงาน ร่างกายต้องรักษาพลังความร้อนไว้ เพราะพลังความร้อนพอเพียง หน้าตาก็สดใส ถ้าไม่พอก็จะหมองคล้ำ

ที่มาของพลังความร้อน ได้มาจากอาหาร อาหารหลังจากผ่านการย่อยและดูดซึมแล้วยังไม่อาจก่อเกิดพลังความร้อนได้โดยตรง จะต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เริ่มจากการหายใจเอาอ็อกซิเจนเข้าไป เพื่อให้อาหารที่ดูดซึมเข้าเส้นเลือดแล้วทำปฏิกิริยากับอ็อกซิเจนจึงสามารถเกิดพลังความร้อนขึ้นได้ ภายในเลือดคนเรานั้นมีอากาศที่รวบรวมมาจากปอด มีสิ่งบำรุงเลี้ยงที่ได้มาจากกระเพาะนำส่งไปยังเซลล์ทั่วร่างกายให้เกิดปฏิกิริยากับอ็อกซิเจนก็สามารถเกิดบทบาทเป็นพลังความร้อนได้ ในขณะเดียวกันก็นำอากาศเสียในเซลล์ทั่วตัวขับออกไปนอกตัว นั่นคือ อุจจาระและปัสสาวะนั่นเอง

ถ้าการไหลเวียนของเลือดก็ดี พลังงานดี กระบวนการทางสรีรศาสตร์ทั้งหมดของร่างกายก็ย่อมจะคล่องสะดวก ความสุขสบายของคนเราก็จะมีหลักประกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ กำลังที่เราใช้แกว่งแขนไม่ขาดระยะจะทำให้ปอดขยายตัว เสริมการไหลเวียนของเลือด เนื่องจากการสูบฉีดของหัวใจมีสิ่งบำรุงเลี้ยงช่วยเหลืออยู่ในเส้นเลือด เสริมการส่งสิ่งบำรุงเลี้ยงและอากาศให้เข้มแข็งขึ้น ตลอดจนการขับของเสียอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเรอ การผายลม และความร้อนที่เกิดขึ้นในร่างกายจึงได้ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นการยืนยันเป็นความล้ำเลิศของการบริหารแกว่งแขน

หลักใหญ่ของการบริหารแกว่งแขนคือ การใช้ส่วนบนเบา ล่างหนัก โบกมือเหมือนแจวเรือ ยกทวารเหมือนกลั้นอุจจาระ สองตามองตรง นับจำนวนเพื่อให้รู้ว่าทำไปแล้วกี่เที่ยว แกว่งแขนเบาๆไปข้างหน้าใช้กำลัง 3 ส่วน และใช้กำลัง 7 ส่วนแกว่งแขนไปด้านหลัง ความคิดและการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องกันดังกล่าวนี้เป็นการช่วยให้ท่าทางของการบริหารแกว่งแขนบรรลุผลสำเร็จ และเพิ่มพูนประสิทธิภาพของการแกว่งแขนโดยการกระดกนิ้วมือทั้ง 10 ไปข้างหน้า และกวักมือในการแกว่งกลับมาทางด้านหลังก็จะทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนไหวด้วยซึ่งนั่นก็จะได้ผลยิ่งขึ้น

ยังมี "ควร" อีก 16 ตัวสำหรับผู้ที่บริหารแกว่งแขนจะต้องจำไว้ให้แม่นซึ่งเราควรทำไปพลางนึกคิดถึงมันไปพลาง ถ้าลืมสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปเสียแล้วการบริหารก็จะไม่สมบูรณ์

1. บนควร "เบา" "เบา" หมายถึงว่างเปล่าไร้น้ำหนัก ไร้ทุกสิ่งทุกอย่าง อาจจะนึกคิดในใจว่าท่อนบนของเราว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง

2. ล่างควร "หนัก" "หนัก" หมายถึงหนาแน่น อาจจะคิดในใจว่า บนเบาล่างหนัก

3. หัวควร "ลอย" "ลอย" หมายถึงแขวน ให้คิดว่าคล้ายกับจะมีเชือกมัดผมเราให้คอตั้งขึ้น

4. ปากควร "เฉื่อย" "เฉื่อย" หมายถึงหุบ ควรปิดปากสนิทตามธรรมชาติ

5. อกควร "ปล่อย" "ปล่อย" ให้เหมือนสำลี ให้คิดว่าหน้าอกเบาบางไร้พลังดุจสำลี

6. หลังควร "ยก" "ยก" คล้ายกับมีอะไรใช้แรงดึงหลังท่านขึ้นไป

7. เอวควร "ตั้ง" "ตั้ง" หมายถึงอยู่กับที่ ให้คิดว่าเอวเหมือนแกนรถอยู่กับที่ในขณะที่ล้อหมุน

8. แขนควร "แกว่ง" แขนแกว่งช้าๆเหมือนพายเรือ

9. ศอกควร "ถ่วง" ศอกคือข้อศอก เวลาแกว่งแขน ให้ศอกอยู่ต่ำตลอดเวลา

10. ข้อควร "กวัก" ขณะที่แกว่งแขน ข้อมือควรจะกวักไปข้างหลัง ให้เอ็นที่ข้อมือตึงอันจะทำให้หน้าอกผายออก
11. มือควร "วาด" "วาด" ก็คือการพายเรือ มือแกว่งไปอยู่ข้างหลังเหมือนการวาดคัดท้ายเรือ อันจะทำให้อวัยวะภายในถูกดึงให้เคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา

12. ท้องควร "ตึง"ถ้าหากส่วนท้องแข็งเหมือนเหล็กก็จะทำให้เกิดความรู้สึกบนล่างหนักได้ง่าย

13. ก้นควร "หย่อน" ขาทั้งสองเหมือนหนีบเข้าหากันก็ย่อมจะทำให้ส่วนก้นหย่อนลงไป

14. ทวารควร "ดึง" "ดึง" เหมือนการกลั้นอุจจาระ ยกทวารดึงขึ้น

15. ส้นควร "กด" เมื่อก้นหย่อน เอวจะตรง ส้นทั้ง 2 ข้างจะกดหนักลง

16. เท้าควร "จิก" ใช้ความนึกคิดให้ปลายเท้าจิกลงกับพื้น ก็จะบรรลุ "บนเบาล่างหนัก" ตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ท่านจะต้องสนใจหลักอีก 9 ประการ

1. เวลาทำการบริหารแกว่งแขนควรให้ท้องว่างจึงจะดี หลังอาหารก็ควรห่างไปสัก 2-3 ชั่วโมงจึงจะทำเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อกระเพาะอาหารและลำไส้

2. ศรีษะตั้งตรง ตามองไปข้างหน้า

3. เมื่อแรกทำคนหนุ่มสาวควรเริ่มต้นด้วยจำนวน 500 เที่ยว ผู้มีอายุ 300-400 เที่ยว วันที่สองก็แกว่งตามความพอใจเท่าที่ร่างกายจะอำนวยให้ แต่ถ้าแกว่งถึง 2000 ก็ควรหยุดเพื่อมิให้ร่างกายสูญเสียพลังงานความร้อนมากเกินไป

4. จะต้องนับด้วยตัวเอง เมื่อนับจะเกิดสมาธิ

5. เพื่อที่จะลดภาระการจดจำ ร้อยแรกให้กำหนดอยู่บนกระหม่อม ร้อยที่สองไว้ที่หูซ้าย ร้อยที่สามไว้ที่หูขวา ร้อยที่สี่ไว้ที่จมูก ร้อยที่ห้าไว้ที่คาง ร้อยที่หกขึ้นไปบนกระหม่อมอีก แล้วก็ไล่ลำดับเหมือนเดิมจนครบเดิม จนครบ 2000

6. ความชัดเจนที่ทำก็คือเมื่อทำครั้งแรก 500 เที่ยวใช้เวลา 15 นาที คิดไปจากนี้ครึ่งชั่วโมงก็ 1000 เที่ยว 1 ชั่วโมงก็ 2000 เที่ยว

7. เวลาแกว่งแขน ทางที่ดีที่สุดคือ เอาปลายลิ้นแตะเพดานปากเบาๆอยู่ตลอดเวลา

8. เมื่อทำไปนานๆถ้าสามารถจะกลั้นลมหายใจในระหว่างแกว่งแขน 30 ครั้งจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา จะสามารถกระตุ้นเลือดลมของอวัยวะภายในได้ ถ้ากลั้นไม่ได้นานเช่นนั้นก็พิจารณาลดจำนวนลงตามความเหมาะสม

9. การดึงปากทวาร ถ้าเพ่งความนึกคิดไปไว้ที่นั่นก็จะดี บังคับให้มันอย่าหย่อนลงจะสามารถช่วยลมปราณในท้องให้เข้มแข็งขึ้น

ร่างกายเป็นระบบการเคลื่อนไหวระบบหนึ่ง อวัยวะต่างๆที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่างดำรงอยู่โดยอาศัยซึ่งกันและกัน ต่างเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน เลือดลมเป็นปัจจัยหลักให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น การปรากฏตัวของ"มะเร็ง" ก็คือผลที่เลือดลมเกิดปัญหานั่นเอง

แพทย์แผนโบราณจีนมองการต่อสู้กับมะเร็งเป็นการต่อสู้ภายในระบบร่างกายก็ได้มีทัศนะว่ามะเร็งสามารถจะถูกพิชิตได้ถ้าเราจัดระบบเลือดลมให้สัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆด้วย

ทัศนะเช่นนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นอย่างใหญ่หลวงแก่ผู้ที่ต่อสู้กับมะเร็ง ทำให้เขาสามารถรวมจิตใจ ความมุ่งมั่น มีอารมณ์ฮึกเหิมที่จะพิชิตโรคร้ายนี้

การแกว่งแขนสามารถจะกระตุ้นให้เกิดการเจริญอาหาร ช่วยให้นอนหลับ เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง สามารถรักษาโรคประสาทอ่อน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคลม โรคไต อัมพาต

รวมความแล้วแพทย์แผนโบราณจีนเห็นว่าปัญหาสุขภาพมนุษย์นั้นโดยพื้นฐานเป็นปัญหาของเลือดลมซึ่งการแกว่งแขนสามารถแก้ปัญหานี้ให้หมดไป

การเคลื่อนไหวแกว่งแขนนี้ฝึกง่าย ได้ผลเร็ว เหมาะทั้งชายและหญิงทุกเพศทุกวัย จึงใคร่เชื้อเชิญให้ท่านผู้สนใจลองฝึกดูด้วยตนเอง จะเกิดผลอย่างคาดไม่ถึง อันจะช่วยเสริมสุขภาพพลานามัยของทุกท่านให้ดีขึ้นอย่างใหญ่หลวง.

ข้อมูลจากหนังสือกำเนิดการเคลื่อนไหวแกว่งแขน
และ http://www.nfc.go.th/042103/online/exercise/tamo/tamo1.htm